รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการประยุกต์แบบสืบเสาะหาความรู้และแนวคิด STEM เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3

ชื่อเรื่อง   รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการประยุกต์แบบสืบเสาะหาความรู้และแนวคิด STEM เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3

ผู้วิจัย             ริศรินทร์  บัวแดงดี

 

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยการประยุกต์แบบสืบเสาะหาความรู้และแนวคิด STEM เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3  2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยการประยุกต์แบบสืบเสาะหาความรู้และแนวคิด STEM ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการจัดประสบการการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และทดลองนำร่องกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน  โรงเรียนอนุบาลตรัง ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/7  โรงเรียนอนุบาลตรัง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 จำนวน 33 คน

ผลการวิจัยพบว่า

  1. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการจัดประสบการการเรียนรู้ พบว่า รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล กิจกรรมการเรียนรู้มี 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 กระตุ้นการสืบเสาะ ขั้นที่ 2 ค้นหาคำตอบ ขั้นที่ 3 ประยุกต์ใช้ความรู้ (ขั้นนี้ประกอบด้วย ขั้น 1 วางแผน-ออกแบบแก้ปัญหา  ขั้น 2 ปฏิบัติการแก้ปัญหา ขั้น 3 สรุปและนำเสนอผลงาน)  และขั้นที่ 4 วัดและประเมินผล ผลการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.38, S.D. = 0.60)
  2. ผลการทดลองช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยการประยุกต์ แบบสืบเสาะหาความรู้และแนวคิด STEM เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05